เล่านอกเรื่อง ตอน ป๊ะ!ม๊ะ!รังแกหนู


เล่านอกเรื่องหมายเลข 6 ตอน “ป๊ะ!ม๊ะ!รังแกหนู” By : www.timmybuto.com

เล่านอกเรื่อง ตอน ป๊ะ!ม๊ะ!รังแกหนู

เป็นไงบ้างครับเทคนิคและวิธีเลี้ยงลูกของนักธุรกิจระดับ Hight Class ในเล่านอกเรื่องหมายเลข 5 ตอน “คุณชายเดียวดาย”…ลูกชายเรียนจบ-จับกู้ธนาคารทันที 200 ล้านบาทพร้อมกับยกบริษัทให้บริหาร ก็คนมันมีตังจะจ้างที่ปรึกษาสำหรับประธานหนุ่มไร้ประสบการณ์วัย 20 ต้นๆไม่ใช่เรื่องแปลก….คราวนี้ผมจะนำทุกท่านมาที่ครอบครัวที่ 2 กันบ้าง ตรงๆ เลยนะ เจ้านายเก่าผมเอง จำได้ว่าหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง 2 ปีหรือราวๆ พ.ศ.2542 คุณเกรียง(นามสมมุติของประธานบริษัท)ก็เรียกเข้าห้องเย็น

ขอขยายความหมายของคำว่าห้องเย็นสักนิด : “ห้องเย็น” ในความหมายพนักงานบริษัทก็คือห้องสำหรับเรียกเข้าไปด่า-ต่อว่า-อบรมแบบตัวต่อตัว ใครโดนมีขวัญกระเจิง ผมก็เช่นกัน ขณะที่กำลังเร่งออกแบบสวนอาหาร ประมาณบ่ายๆประธานบริษัทหรือคุณเกรียงก็ต่อสายลงมาจากชั้น 7 อันเป็นชั้นที่รับรู้เป็นการภายในว่าอัมหิตป่าเถือนที่สุด ฮ่า ฮ่า ขำๆ นะครับ

“Timmy ประธานเรียกพบ” แถมลูกพี่ใหญ่ยังก้าวอาจๆ ยิ้มเริงร่าเข้ามากระซิบอีก “ห้องเย็นนะโว้ย!”

บอกตรงๆ กูเกือบช็อก!….(โดนไล่ออกหรือเปล่าวะ!…หรือว่ากูไปทำอะไรผิด…อันโน้นก็ไม่น่าใช่…งานนี้ก็พึ่งเก็บงวดเมื่อวาน…ที่ออกแบบอยู่นัด Present อาทิตย์หน้า แล้วเรื่องอะไรต้องเรียกกูเข้าห้องเย็น…เออ อะไร? อะไร? อะไร?นะ) ต่างๆ นานาคิดวนสารพัด แต่ทันทีที่ผลักประตูเดินเข้าไปในห้องปิดทึบ….

“นั่งก่อน…ไม่มีอะไร? หรอก บังเอิญห้องผมไอ้มัชร์อยู่เลยไม่อยากให้มันได้ยิน (มัชร์คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังเรียนมัธยม 2 ที่เตรียมอุดมฯ-แบบเส้นใหญ่ ได้เรียนห้องท้ายๆ ก็ยอมประมาณนั้น)

“น้องมัชร์มาตั้งแต่เมื่อไรครับ ทำไมผมไม่เห็น”

“ตระกี้นี้เอง….” ประธานบริษัทบอกพร้อมกับขยับเก้าอี้หัวเราะเล็กน้อย ขอขยายไลฟสไตล์และพื้นฐานครอบครัวเจ้านายสักนิด คุณเกรียงเป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีขนบธรรมเนียมวิถีปฏิบัติแบบจีนโบราณเคร่งครัดประกอบกับได้ภรรยาเป็นคนไทยมีเชื้อมีสายในรั้วในวัง 2 วัฒนธรรมจึงถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไลฟสไตล์ของครอบครัวนี้จึงเต็มไปด้วยกรอบ-ระบบ-ระเบียบ-กฎเกณฑ์มากกว่าครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนทั่วๆ ไป

“คือผมเห็นคุณเป็นคนหนุ่มไฟแรง มีความคิดดี จึงอยากปรึกษาเรื่องไอ้มัชร์หน่อย” แกจิบน้ำเปล่าที่แม่บ้านพึ่งยกเข้ามาเสริฟและหลังจากประตูปิดตามตูดกะละมังเบอร์ 42 ไปแล้ว “คุณคิดว่าผมควรจะทำอย่างไรกับไอ้มัชร์ดีวะ…ส่งไปเรียนเมืองนอกหรือว่าให้เรียนในเมืองไทยและถ้าเรียนในเมืองไทยคุณคิดว่าควรเรียนที่ไหน?-เรียนอะไร?ดี”

วันนั้นเท่าที่จำได้คุณเกรียงปล่อยคำถามใส่เป็นชุด จนจำไม่หมด ผมนั่งใช้ความคิดสักพัก แกก็แทรกอีก

“เอาแบบสมมุติว่าไอ้มัชร์เป็นลูกหรือเป็นน้องชายคุณนะ ผมแค่อยากฟังความคิดเห็นคนรุ่นใหม่เท่านั้นเอง” พูดจบคุณเกรียงก็จิ! ปากเอามือท้าวคางรอ

“ถ้าผมมีตังแบบคุณเกรียง ระดับมัธยมจะส่งน้องมัชร์ไปเรียนที่สิงคโปรเพราะใกล้บ้าน ดูแลง่ายเกิดอะไรขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก็บินไปถึง”

“อื้อ!….มหาวิทยาลัยละ”

“ไม่อังกฤษก็ออสเตรเลีย…ส่วนตัวขอเลือกออสเตรเลีย เพราะใกล้บ้านอีกนั้นแหละ บิน 7-8 ชั่วโมงเท่านั้นและค่าใช้จ่ายคิดว่าน่าจะถูกกว่าฝั่งยุโรปเยอะ”

“เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่เกี่ยงหรอก แต่ผมมีลูกชายคนเดียวนี้ซิ!….”

“ยิ่งลูกชายคนเดียวนี้แหละครับ ยิ่งต้องส่งไปเรียนต่อไกลๆ อย่างน้อยเวลาน้องมัชร์อยู่คนเดียวจะได้ฝึกช่วยเหลือตัวเองบ้าง”

“ผมมีลูกชายคนเดียวนะ….อื้อ อื้อ….”

“ถ้าน้อมมัชร์ยังอยู่กับคุณเกรียง….น้องมัชร์จะทำอะไรเองไม่เป็นเลย”

“อุ้ย!….Timmy ไอ้มัชร์พึ่งจะ 12, 13 ขวบเองจะให้ทำอะไร?…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ท่านประธานเถียงแถมยังหัวเราะใส่หน้า ทำให้เผลอนึกย้อนกลับไปสมัยที่ตัวเองอายุเท่ากับน้องมัชร์ สมัยนั้นผมต้องทำงานแทนพ่อที่ไปทำงานเมืองนอก เป็นหัวหน้าครอบครัวได้แล้ว….กระนั้นการเก็บคำพูดในเวลานี้น่าจะเกิดคุณมากกว่า

“เอาละขอบใจมาก…แต่ผมมีลูกชายคนเดียวนะซิ!…” คุณเกรียงก็ยังบ่นประโยคเดิมๆ พร้อมกับทำหน้าคิดไม่ตกให้เห็น

สรุป : น้องมัชร์ยังเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เตรียมอุดมฯ โดยใช้เส้นฝากเข้าเรียนเช่นเดียวกับมัธยมต้น การเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมเป็นไข่ในหิน ทำให้น้องมัชร์ทำอะไรไม่เป็นจริงๆ พี่เลี้ยง-คนขับรถโดนไล่ออกหรือไม่ก็ผลัดเปลี่ยนเพราะปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ฤทธิ์เดชของน้องมัชร์นับวันจะผยองขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมยามว่างสำหรับประธานบริษัทไม่ชมเชยลูกชายให้พนักงานฟังก็จะเป็นการนินทาพี่เลี้ยงและคนขับรถ กระทั้งน้องมัชร์เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลไม่ได้ คุณเกรียงจึงจับลูกชายเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ชื่อเดียวกับเมืองหลวง เรียนได้แค่เทอมเดียวก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน ปีต่อมาจึงฝากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนอีกแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่รอด แกจึงให้น้องมัชร์ไปเรียนขับรถ ผลปรากฏว่าไปได้สวย ประธารบริษัทมีเรื่องชมเชยลูกชายเกี่ยวกับเทคนิคการขับรถมาเล่าให้พนักงานฟังไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั้งมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งเปิดหลักสูตรปริญญาตรีภาคพิเศษ น้องมัชร์จึงถูกส่งเข้าไปเรียนที่นั้น ใช้เงินเยอะไม่ว่าขอให้จบปริญญาตรีก็พอ (เล่นใช้เงินเรียนก็ต้องจบซิ! คุณว่าไหม?) กระนั้นหน้าที่หลักของน้องมัชร์ก็คือขับรถให้ป๊ะ&ม๊ะ เป็นหลัก งานอื่นไม่ต้องทำเพราะป๊ะ&ม๊ะไม่อนุญาต เพื่อนชวนไปทำงานที่ไหน? ดูเหมือนทุกๆ งานจะต่ำต้อยด้อยค่ากว่าศักดิ์ศรีของครอบครัวและลูกชายทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้หน้าที่หลักหลังจากน้องมัชร์หลังจบปริญญาตรีจึงหนีไม่พ้นขับรถให้ป๊ะ&ม๊ะนั่ง…..

ไม่ๆ…คนระดับประธานบริษัทไม่เก็บลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไว้เพียงตำแหน่งคนขับรถส่วนตัวอย่างแน่นอน หลักสูตรพิเศษระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยเปิดที่เดิมจึงเป็นสถานที่ที่ถูกต้องสำหรับน้องมัชร์ เวลานั้นผมเองก็หลุดออกมาทำงานฟรีแลนซ์เรียบร้อยแล้ว แต่คุณเกรียงก็ยังเรียกเข้าไปใช้งานเป็นประจำจึงรู้เรื่องราวของน้องมัชร์แบบละเอียดถี่ยิบ ทุกเรื่องหนีไม่พ้นเทคนิคการขับรถชั้นเซียนของลูกชาย น้องมัชร์เรียนจบระดับปริญญาโท คุณเกรียงจึงดึงเข้ามาทำงานในบริษัท แต่การตั้งเงินเดือนข้ามหน้า-ข้ามตา เป็นสาเหตุให้กรรมการบริษัทหลายคนไม่พอใจ ประกอบกับน้องมัชร์ทำอะไรไม่เป็นเลย ปัญหาที่แฝงมากับความรู้สึกจึงค่อยๆก่อตัวขยายวงกว้างจนระเบิดเวลาทำงาน บริษัทแตกเป็นเสี่ยงๆ กรรมการบริษัท-พนักงานทยอยต่อแถวถอนหุ้น-ลาออกเป็นว่าเล่น น้องมัชร์ทำงานฝ่ายการตลาดแต่หน้าที่หลักยังขับรถให้ป๊ะ&ม๊ะเช่นเดิม คุณเกรียงเหมือนจะมองไม่เห็นปัญหานี้ ถึงเห็นแต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็นอยู่ดี กระทั้งเหลือพนักงานที่จงรักภักดีบวกแก่ชราภาพไม่มีที่ไปไม่กี่คน….ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่สำคัญยิ่งจึงตกเป็นของน้องมัชร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเดือนแสนต้นๆกับหน้าที่ขับรถให้ป๊ะ&ม๊ะยังเป็นคำถามคาใจ จนกระทั้งบริษัทสาขาทยอยปิดตัว-บริษัทลูกที่เปิดเป็นสำนักงานออกแบบก็จำเป็นต้องปิดตาม…..อนิจาสาธุ! เวลานี้ผมต้องเข้าไปดิวงานกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยลาดพร้าว 64 แทนที่สำนักงานใหญ่ขนาด 22 ชั้นเสียแล้ว ผู้จัดการฝ่ายการตลาดมีหน้าที่นัดลูกค้า-ขับรถพาผมไป Present เป็นครั้งคราว

Timmyไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะครับ…ถ้าวันนั้นคุณเกรียงตัดใจส่งน้องมัชร์ไปเรียนต่อต่างประเทศ อย่างน้อยๆ น้องมัชร์ต้องซักผ้าเป็น ทำอาหารกินเองได้ บริษัทคงไม่ย่อยยับ สถานะทางการเงินไม่ย่ำแย่และสั่นคลอนเหมือนเช่นทุกวันนี้

เรื่องราวของน้องมัชร์เป็นบทเรียนสำคัญสอดคล้องกับบทคำสอน “พ่อแม่รังแกฉัน” ที่เราๆ ท่านๆ เคยเรียนและรู้มาบ้างแล้ว รักลูก-ใครๆ ก็รัก แต่อย่าลืมไปว่าลูกจะต้องอยู่ต่อด้วยตัวเขาในวันที่ไม่มีเรา

แข็งใจยามเมื่อเห็นลูกน้อยล้มฟุบ ทนและแข็งขืนให้ยืนหยัดด้วยตัวเขา-ชีวิตเป็นของเขา-เลือดเนื้อก็ของของเขา ป๊ะ!&ม๊ะ!มิอาจอยู่ยั้งยืนยง…..สวัสดีครับ

Spread the love