เล่านอกเรื่อง ตอน ฉันชีวิตของฉัน


เล่านอกเรื่องหมายเลข 7 ตอน “ฉัน&ชีวิตของฉัน” By : www.timmybuto.com

เล่านอกเรื่อง ตอน ฉัน&ชีวิตของฉัน

หลังจากเล่านอกเรื่องหมายเลข 5 และ 6 ได้นำเสนอเทคนิค-วิธีเลี้ยงดูลูกผ่านไป 2 ครอบครัว 2 ระดับแล้ว คราวนี้มาพบกับครอบครัวของสาวน้อยสายมั่นบุตรสาวคนเดียวของวิศวกรโยธาที่ทำงานราชการกรมทางหลวงกันบ้าง ก็อย่างที่ได้เกริ่นนำไปตั้งแต่เล่านอกเรื่องตอนที่ 5 แล้วว่าแม่บ้านครอบครัวนี้เป็นเพียงแม่บ้านธรรมดาๆ ฐานะก็ถือว่ายังไม่เข้าขั้นชนชั้นกลาง แต่ก็ไม่ถึงกับจะเรียกว่ายากจนได้ ก็ประมาณมาตรฐานชาวบ้านทั่วไป…

วิศวกรโยธา Timmy สมมุติให้ชื่อว่า “พี่วัฒน์” ส่วนภรรยาสมมุติว่าชื่อ “พี่แพร” ก็แล้วกัน เราสนิทสนมกันมานาน บางครั้งและหลายครั้งต้องทำงานด้วยกันดึกๆ ดื่นๆ การเข้านอกออกในบ้านไม้ 2 ชั้นอันเป็นบ้านต้นตระกูลของครอบครัวฝ่ายภรรยาหรือพี่แพรจึงเป็นเรื่องปกติ ก็อย่างที่ได้เกริ่นข้างต้นไปแล้วว่าพี่วัฒน์กับพี่แพรมีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน เธอชื่อ “น้องชมพู่”ครับ น้องชมพู่เป็นสาวน้อยที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ความทะเยอทะยานไม่เป็น 2 รองใคร ซึ่งการที่น้องชมพู่มีบุคลิกดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลี้ยงดูจากครอบครัว ไม่ใช่พี่วัฒน์กับพี่แพรตามใจลูกสาวนะครับ แต่ทั้งคู่จะให้ความสำคัญกับเหตุผล ใช้เหตุผลในการตัดสินพฤติกรรม

Timmy ไม่เห็นการทำโทษด้วยวิธีรุ่นแรงหรือกำหลาบด้วยวาจาหยาบคายเลยสักครั้ง ถ้าน้องชมพู่ผิดพลาดทั้งพี่วัฒน์กับพี่แพรจะปลอบและให้กำลังใจเธอสู้ต่อ ไม่เคยได้ยินคำชี้แนะว่าจะต้องทำอย่างนั้น-ทำอย่างนี้เลยสักครั้งและหากน้องชมพูเอ่ยอยากทำอะไร? อยากได้อะไร? ทั้งพี่วัฒน์และพี่แพรก็จะถามเหตุผล-ถ้าผ่านเกณฑ์ทั้งคู่ก็จะพยักหน้าพร้อมกับส่งเสริมและพาไปหาซื้อ-ไปรับ-ไปส่งเองด้วยซ้ำ แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่พี่วัฒน์นำเรื่องของน้องชมพู่มาปรึกษาผมหรือไม่ก็ประธานบริษัทเป็นการส่วนตัว หากความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย พี่วัฒน์ก็จะเรียกบุตรสาวมาคุย จนวิธีเลี้ยงลูกในลักษณะนี้ถูกฝังเข้าไปในสมองผมเต็มๆ แบบมันน่าทึ่งมาก

มีช่วงหนึ่งน้องชมพู่ชอบดูซีรี่ย์เกาหลีมากถึงขนาดที่เรียกว่าติดงอมแงม เพื่อนๆ ในโรงเรียนมัธยมปลายจึงชวนกันไปเรียนภาษาเกาหลีพร้อมกับวางแผนไปเที่ยวหลังจากจบคอร์ต แรกๆ พี่วัฒน์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อน้องชมพูอธิบายด้วยเหตุผลส่วนตัว การเรียนภาษาเกาหลีกับการได้ไปเที่ยวเกาหลีหลายรอบจึงนำไปสู่ชีวิตที่เธอเลือกเองในปัจจุบัน….เรามาเข้าเรื่องราวที่น่าทึ่งของสาวน้อยสายมั่นกันเลยนะครับ

ซี่รี่ย์เกาหลีเข้ามาสู่ชีวิตน้องชมพู่ตั้งแต่เธอยังเรียนระดับมัธยมต้น กระทั้งถึงมัธยมปลาย เธอจึงขอพ่อกับแม่ไปเรียนภาษาเกาหลีกับเพื่อนๆ ต่อจากนั้นก็ไปเที่ยวประเทศเกาหลี Timmy เคยสนทนากับเธอช่วงหนึ่ง เธอบอกประมาณว่า ที่ชอบดูซีรี่ย์เกาหลีเพราะสาวเกาหลีสวย หนุ่มๆ ก็หล่อหน้าตาดีแทบทุกคน แต่เธอก็รู้นะว่าความหล่อ-ความสวยของดาราเกาหลีร้อยละ 80 เกิดจากการศัลยกรรม-เครื่องสำอาง-และเทคนิคการแต่งหน้า เธอไปเกาหลีแต่ละครั้งเป้าหมายหลักไม่ใช่การไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในซีรี่ย์ แต่กลับมุ่งตรงไปยังร้านค้าและบริษัทจำหน่ายเครื่องสำอางเป็นหลัก พี่วัฒน์ทุกข์ใจเพราะเครื่องสำอางที่ลูกสาวขนมาจากประเทศเกาหลีแต่ไม่เคยใช้เป็นอย่างมาก แต่ในเมื่อน้องชมพูเป็นบุตรสาวคนเดียว พี่วัฒน์จึงทำได้แค่มองเธออยู่ห่างๆ จนกระทั้งน้องชมพูเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอพุ่งเป้าสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ. เชียงรายที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเพียงแห่งเดียวและเธอก็ทำได้

เนื่องจากบ้านที่วัฒน์กับพี่แพรอยู่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ การที่ลูกสาวเลือกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายจึงทำให้ทั้งคู่กลุ้มอกกลุ้มใจถึงกับกินไม่นอนไม่หลับหลายเดือน มีประโยคๆ หนึ่งที่ผมเคยถามและพี่วัฒน์ก็ได้ตอบ

“ทำไมปล่อยให้ลูกสาวคนเดียวไปเรียนต่อซะไกลเลยละ พี่ไม่กลัวจะได้ลูกเขยเป็นแม้วเหรอ” ผมถามในลักษณะยอกล้อ…พี่วัฒน์มองหน้าคล้ายจะต่อว่าในความรู้สึก..แต่ไม่เป็นเช่นนั้น

แกตอบว่า : “ถึงชมพูจะเป็นลูก พี่ก็ทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ ห่วงในฐานะควรจะหวง…และประเด็นที่ชมพู่ไปเรียนไกลบ้าน อันดับแรกพี่ต้องมั่นใจในตัวลูกสาว เชื่อและเคารพในสิ่งที่เธอเลือกเพราะอนาคตเป็นของเธอ พ่อกับแม่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่มย่าม ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มันขึ้นอยู่กับความพยายามของเธอเอง หน้าที่เราคือ….รอ….รอแสดงความยินดีหรือไม่ก็ปลอบใจ-ให้กำลังใจแค่นั้น”

สารภาพผมได้ฟังพี่วัฒน์พูดแล้วอดหันกลับมาสำรวจตัวเองไม่ได้เพราะสิ่งที่เป็นกังวลกับคนใกล้ตัว ถึงแม้ Timmy จะไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก แต่หลานที่อยู่ในความดูแลคือประเด็นที่จะต้องนำไปคิด ตระหนัก-หัด-ฝึกไว้ใจ-วางใจและเชื่อมั่นเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ใช่!ครับคนเรามีโอกาสผิดพลาดได้ ประเด็นสำคัญคือตัวเราไม่ใช่ตัวเขา ชีวิตเราไม่ใช่ชีวิตของเค้า ส่วนหน้าที่เรามีแค่ส่งเสริม-ประคับประคอง-ร่วมยินดี-ปลอบโยน-ผลักดัน-หนุนหลัง-สร้างกำลังใจแค่นั้น

ทันทีที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดเทอม น้องชมพูก็ย้ายไปเรียนต่ออย่างไม่ลังเล จังหวัดเชียงรายกับจังหวัดสมุทรปราการแทบจะอยู่คนละมุมของประเทศ ลูกสาวคนเดียวพ่อแม่ย่อมเป็นห่วงเป็นเรื่องปกติ แรกๆพี่แพรแอบไปเช่าบ้านในละแวกใกล้มหาวิทยาลัยโดยไม่ให้ลูกสาวรู้ เธอแค่หวังว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว-การถึงตัวได้เร็วเท่าไร?-ย่อมส่งผลดีมากเท่านั้น แต่ก็ไม่อาจปิดความลับไว้ได้นาน เมื่อน้องชมพู่รู้เข้า เธอจึงสร้างความมั่นใจให้แม่เห็นด้วยการไม่ยอมเป็นฝ่ายโทรหาแม่ก่อน นานหลายเดือนเข้าพี่แพรกับพี่วัฒน์จึงวางใจได้ พี่แพรกลับมาอยู่บ้าน ปิดเทอมน้องชมพูจะกลับมาเยี่ยมสลับไปดูงาน-ไปเช็คผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ประเทศเกาหลี พี่วัฒน์รับงานพิเศษจากบริษัทแต่หน้าที่หลักยังทำงานราชการกรมทางหลวง ฉะนั้นยามที่เงินหมุนไม่ทัน ผมก็มีส่วนช่วยเหลือ ซึ่งประเด็นนี้ถามว่าน้องชมพู่รู้ไหม? เธอกับพ่อแม่ไม่เคยมีความลับต่อกัน ฉะนั้นทุกครั้งที่พบหน้า น้องชมพู่มักจะยกมือไหว้ขอบคุณในเรื่องนี้จนเป็นเรื่องปกติ น้องชมพู่ใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ จนกระทั้งเรียนจบ บริษัทเครื่องสำอางที่ประเทศเกาหลีจึงเรียกเข้าสัมภาษณ์

ปัจจุบันน้องชมพูคือหนึ่งในทีมงานผู้วิจัยและผลิตเครื่องสำอางของบริษัทดังกล่าว จนสามารถผลักดันให้บริษัทแม่มาเปิดสาขาในประเทศไทยได้สำเร็จ ไม่ต้องถามถึงความสำเร็จในแง่ของเงินทอง เพราะปัจจุบันพี่แพรกลายเป็นคุณนายแพรทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และทั้งหมดก็คือบทเรียนในการเลี้ยงดูลูกของครอบครัวระดับล่างสุดที่ Timmy ตั้งใจยกขึ้นมาเปรียบเทียบ ชมพู่ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะประสบความสำเร็จ หากวันที่เธอเรียนจบมัธยมปลายพ่อแม่บังคับให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ไม่ได้เรียนในสาขาหรือสำนักที่ตัวเองชอบ วันนี้ของชมพูคงไม่ใช่วันนี้ที่เธอกลายเป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอางระดับต้นๆ ของประเทศอย่างแน่นอน

จงมอง-อ่าน-วิเคราะห์ความคิด-ความต้องการและความฝันของลูกๆ ให้แตกฉาน ส่งเสริมเขาและเธอทุกวิถีทาง มั่นใจ-เชื่อใจและเชื่อมั่น ชีวิตเขา เขาต้องเป็นผู้ลิขิต….เราเป็นพ่อแม่มิใช่เทวาโชคชะตาของคนอื่น สวัสดีครับ

Spread the love