เล่านอกเรื่อง ตอน คุณชายเดียวดาย


เล่านอกเรื่องหมายเลข 5 ตอน “คุณชายเดียวดาย” By : www.timmybuto.com

เล่านอกเรื่อง ตอน คุณชายเดียวดาย

สำหรับ “เล่านอกเรื่อง” ตอนที่ 5-6-7 คุณชายเดียวดาย-ป๊ะ!ม๊ะ!รังแกหนูและ ฉัน&ชีวิตของฉัน Timmy ขอเสนอเทคนิค-วิธีการเลี้ยงลูกของ 3 ครอบครัว 3 ระดับ หลายคนอาจสงสัยว่า 3 ระดับคืออะไร? ขยายความง่ายๆ ดังนี้ เนื่องจากสมัยที่ยังทำงานในบริษัท เจ้านายเก่าเป็นบุคคลที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงและบริษัทเองก็มีชื่อเสียงในวงการรับสร้างบ้านของเมืองไทยระดับหนึ่งจึงทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากหน้าหลายตาและหลายระดับเช่นกัน ประกอบกับตัวเองตั้งแต่เรียนจบก็เริ่มทำงานกับบริษัทดังกล่าวมาโดยตลอดเป็นเวลาร่วม 10 ปีและเป็น 10 ปีที่ทำงานในตำแหน่ง Sale Architect …ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสสัมผัส-เรียนรู้ชีวิตคนในครอบครัว 3 ระดับนั้นก็คือ

  1.  ครอบครัวระดับ Hight Class หมายถึงครอบครัวนักธุรกิจที่ร่ำรวยระดับ 1000 ล้านขึ้นไป
  2. ครอบครัวเจ้าของบริษัทที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนฐานะรองลงมา
  3. ครอบครัววิศวกรทำงานราชการ-ภรรยาเป็นแม่บ้านธรรมดาๆ

ไปยุ่งกับครอบครัวชาวบ้านเค้าเพื่อ?…เชื่อเถอะเทคนิค-วิธีการเลี้ยงลูกของคน 3 ระดับที่จะนำเสนอน่าสนใจมากๆ เพราะผลงานที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 15-20 ปีล่วงไปแล้ว….เอาเป็นว่า : สิ่งที่เขียนก็คือสิ่งที่ Timmy เห็นและอยากสรุปเป็นบทเรียนทีละบทให้คนอ่านนำไปต่อยอดเพื่อตัวเอง-เพื่อครอบครัวและเพื่อเด็กๆ ที่จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า

“คุณชายเดียวดาย” เป็นเรื่องราวของลูกชายคนเดียวของนักธุรกิจระดับ Hight Class ของประเทศ ระบบความคิดคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร? เราเริ่มกันเลยนะครับ

Timmy รู้จักครอบครัวนี้ราวๆ ต้นปี พ.ศ.2541 ระหว่างวิกฤติต้มยำกุ้งกำลังระบาดไปทั่วโลกพอดิบพอดี

รู้จักได้อย่างไร? : ผ่านเจ้านายเก่าซึ่งเวลานั้น Timmy ยังทำงานเป็น Sale Architect คือออกแบบอาคารเสนอลูกค้า Timmy ขออนุญาตสมมุติชื่อนักธุรกิจท่านนี้ว่า Mr.P ก็แล้วนะครับ Mr.P เป็นนักธุรกิจนำเข้า-ส่งออกและอีกมากมายหลายบริษัท แต่หน้าที่หลักของท่านเท่าที่รู้จนนึกว่านี้คืออาชีพหลักนั้นก็คือ “ที่ปรึกษารัฐมนตรี” ของทุกรัฐบาล ทุกยุค ทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเสื้อเหลือง-รัฐบาลเสื้อแดง ท่านสามารถประสานงาน-ทำงานร่วมได้หมด ครอบครัวท่านมีบุตรสาว 1 คนและบุตรชายอีก 1 คน ซึ่งบุตรชายคนนี้แหละที่ Timmy จะนำมาเขียน สมมุติให้ชื่อว่า “คุณชายเดียวดาย” ตามชื่อตอนไปเลยนะครับจะได้ไม่ต้องจำเยอะ คุณชายเดียวดายสมัยที่ Timmy รู้จักใหม่ๆพึ่งจะเรียนมัธยมต้น แน่นอนนักธุรกิจระดับ Hight Class ไม่มีเวลาให้ลูกอย่างแน่นอน คุณชายเดียวดายจึงถูกเลี้ยงโดยพี่เลี้ยงหลายคน เท่านี้เห็นแม่บ้านส่วนตัว 1 คน-คนขับรถ 1 คนและอาจารย์สอนพิเศษอีก 1 คน ส่วนลูกสาวสมัยนั้นเรียนระดับ Hight School และกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเทศเยอรมัน Timmyคิดในใจ ไอ้คุณชายเดียวดายจะได้อยู่กับครอบครัวถึงปีหรือเปล่าน้อ!….ปรากฏว่า Project สร้างบ้านพักอาศัยให้อาจารย์ฝรั่งเช่าหลังที่ 2 ยังไม่ตอกเสาเข็ม Mr.P ก็ได้เกริ่นระหว่างประชุมงานว่าจะย้ายคุณชายเดียวดายไปเรียนต่อกับพี่สาว Timmy มีโอกาสคุยและอวยพรส่งคุณชายเดียวดายสั้นๆ แต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่แววตาของเด็กวัย 14 ปีฉายออกมาให้เห็นชัดเจนว่าไม่ปรารถนาแบบนั้น แต่เมื่อเป็นคำสั่งของพ่อ คุณชายเดียวดายจึงต้องทำตามแบบเสียไม่ได้ …ปกติวันทั้งวันคุณชายเดียวดายจะถูกพี่เลี้ยง ครูสอนพิเศษ และแม่บ้านต้อนไปทางนั้นที-ทางนี้ที ในเมื่อชีวิตคนเรามีความต้องการพื้นฐานไม่ต่างกัน กินข้าววันละ 3 มื้อ-นอนเมื่อถึงเวลาหลับจะเตียงใหญ่-บ้านเล็กไม่ได้การันตีว่าจะฝันดีเสมอไป ฉะนั้น Timmy จึงมองว่า ชีวิตของคุณชายเดียวดายเองก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แน่นอน

จากวันนั้นเวลา Mr.P นัดประชุม-คุยประเด็นสำคัญๆ ที่บ้านหลังใหญ่ Timmy จะไม่เคยเห็นคุณชายเดียวดายอีกเลย แววตาราวกับหุนยนต์ของคุณชายเดียวดายฝังลึกอยู่ในหัว จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี คุณชายเดียวดายเรียนจบมหาวิทยาลัยกลับแผ่นดินเกิด Mr.P ก็จับบุตรชายเซ็นกู้เงินจากธนาคารทันที่ 200 ล้านบาทและยกตำแหน่งประธารบริษัทลูกแห่งหนึ่งให้บริหาร

วันที่เราเจอกันอีกครั้ง-คุณชายเดียวดายก็อยู่ในวัยหนุ่มแล้ว เขาเป็นเด็กหนุ่มที่หล่อ ดูดี แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาสูง แต่สิ่งที่เหมือนเดิมไม่แตกต่างไปจากเด็กชายเดียวดายเมื่อหลายปีก่อนนั้นก็คือ บุคลิกนิ่งๆกับแววตาราวกับหุนยนต์….Timmy ไม่กล้าถามและไม่รู้จะเริ่มถามอะไร? ทั้งๆ ที่สิ่งที่อยากรู้มีมากเหลือคะนานับ….แต่มีอยู่ 2 เหตุการณ์ที่อยากจะยกเป็นตัวอย่างถึงแรงกดดันที่คุณชายเดียวดายแสดงออกให้เห็น

เหตุการณ์ที่ 1 : หลังจากคุณชายเดียวดายกลับถึงประเทศไทยและได้เข้ารับตำแหน่งประธารบริษัทเรียบร้อยแล้ว Mr.P ก็ให้ออกแบบบ้านพักอาศัย 3 ชั้นกลางทะเลสาบในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวๆคลองหลวง จ.ปทุมธานีเพื่อเป็นของขวัญสำหรับคุณชายเดียวดาย บ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่าเกือบ 50 ล้านบาทรวมงานตกแต่งภายใน-มีสระว่ายน้ำ-ห้องฟิตเนส-ห้องประชุมขนาด 50 ที่-ห้องหนังสือ-ห้องดนตรีและภาพยนต์ครบ ตลอดเวลาที่ออกแบบความคิดหลักๆ มาจาก Mr.P ทั้งหมด โดยมีสายตาที่อ่านไม่ออกของคุณชายเดียวดายคอยรับฟังเงียบๆ จนกระทั้งทีมงานทั้งภายนอก-ภายในออกแบบจบ-เซ็นสัญญาก่อสร้างเรียบร้อย คุณชายเดียวดายก็ยังเฉย ก่อสร้างจนเป็นรูปเป็นร่าง คุณชายเดียวดายก็ยังเฉยอีก ล่วงเลยกระทั้งงานตกแต่งภายในเสร็จสมบูรณ์ ผมกับทีมจึงนัด Mr.P ตราวจรับงานงวดสุดท้าย จำได้ดีวันนั้น คุณชายเดียวดายมาด้วย แต่ยังใช้บุคลิกนิ่งๆ เดินตามผู้เป็นพ่อต้อยๆกระทั้งเราเดินเข้าไปตรวจห้องนอนซึ่งจะใช้เป็นห้องส่วนตัวของคุณชายเดียวดายเอง

“ผมว่างานสีภายในยังต้องไล่เก็บอีกรอบนะ” Mr.P พูด

“ไม่มีปัญหาครับ…เพราะเราต้องไล่เก็บรายละเอียดก่อนปิดห้องเพื่อส่งมอบอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว”

“อย่างอื่น…อื้อๆ….ไม่น่ามีอะไร? ลึ!ว่าไง?ชอบไหม? อยากทำตรงไหนเพิ่ม” Mr.P สรุปพร้อมกับหันไปถามความเห็นของบุตรชาย คุณชายเดียวดายนิ่ง นิ่งมากๆ ก่อนน้ำเสียงราวกับเทพเจ้าในร่างซาตานจะดังขึ้น

“จบแล้วใช่ไหมป๊ะ!….”

“อื้อ!….” Mr.P พยักหน้า “ลึย้ายกระเป๋าเข้ามาอยู่ก่อนได้เลย”

คุณชายเดียวดายก้าวยาวๆ ผ่านเข้าไปด้านในก่อนจะหันกลับมาพูด

“ดีแล้วพรุ่งนี้จะได้ส่งช่างเข้ามาทุบทิ้ง”…..คุณชายเดียวดายเล่นดอกนี้ คุณงงเหมือนผมไหม?

เหตุการณ์ที่ 2 : หลังจาก Timmy หลุดจากบริษัทไปแล้วประมาณ 2 ปี Mr.P ให้ออกแบบขยายโรงงานชุบโครเมี่ยมที่อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเข้าไปสำรวจออกแบบจบแล้วเหลือเพียงเขียนแบบเพื่อขออนุญาตปลูกสร้าง จึงโทรเข้าไปนัดเพื่อขอสำเนาโฉนด พร้อมกับนัดผู้จัดการโรงงานเซ็นเอกสารบางอย่าง บ่าย 2 โมงเกือบๆบ่าย 3 อีก 1 อาทิตย์จึงเข้าไปรับ เมื่อไปถึงสำนักงานใหญ่ คุณชายเดียวดายไม่รู้เกิดอะไรขึ้นถึงยืนยันอยากตามไปด้วย ผมเห็นว่าไม่มีอะไรติดขัด คนขับรถชื่อสมานจึงเสนอจะเอารถตู้ไปส่ง แต่คุณชายเดียวดายบอกอยากนั่งรถ Toyota อัสติสมากกว่า (BMW-เบนซ์ก็หลายคันทำไมอยากนั่งอัสติสกูวะ!) ผมแอบคิดในใจ แต่เมื่อเห็นแม่ของคุณชายเดียวดายไม่ว่าอะไร? เรา 2 คนจึงออกเดินทาง ระหว่างทาง ผมมีโอกาสถามเรื่องที่แอบสงสัยหลายเรื่อง ซึ่งคุณชายเดียวดายก็ตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายกับคนระบายความอึดอัดให้ฟัง

“ตอนที่เฮีย(ผมจะใช้สรรพนามนี้กับคุณชายเดียวดายจนติดปาก)ออกแบบบ้าน ถ้าไม่ชอบทำไมไม่บอกเฮียตั้งแต่แรก”

คุณชายเดียวดายส่ายหน้าให้เห็น “เฮียก็น่าจะรู้นิสัยป๊ะ!”

เมื่อเห็นว่าเรื่องที่ถามส่อถึงปัญหาภายใน ผมจึงรีบเปลี่ยนไปเรื่องอื่น “เรียนที่เยอรมันเป็นไงบ้าง สนุกไหม?”

คุณชายเดียวดายยังใช้กิริยาเดิมก่อนจะเป็นฝ่ายรุกถามกลับ “เฮียมีเพื่อนเยอะไหม?”

ผมมองหน้าคุณชายเดียวดายพร้อมกับยิ้ม “ก็ปกติ แก่ขึ้นเพื่อนก็ค่อยๆ หายไปทีละคนตามวัย”

“เฮียโชคดีนะ ที่ยังมีเพื่อน แต่ผมไม่เคยมีเพื่อนกับเค้าเลย…กลับบ้านนึกว่าป๊ะ!จะปล่อยเป็นอิสระกลับยกตำแหน่งที่หาเพื่อนยากพร้อมกับหนี้ก้อนโตให้บริหารแทน…” คุณชายเดียวดายเงียบ “เรามาลองสลับชีวิตกันดีไหม? เฮีย…ผมจะได้รู้สึกมีชีวิตชีวาเหมือนคนอื่นๆ บ้าง”

สิ่งที่คุณชายเดียวดายพูดกับผมในรถ บอกความรู้สึกได้มากมาย ชีวิตที่ดูเผินๆชั่งน่าอิจฉา เมื่อเข้าไปสัมผัส มันเต็มไปด้วยกรอบระเบียบกักขังอิสรภาพ การที่คุณชายเดียวดายเสนออยากลองสลับชีวิตนั้น บอกตามตรง ถึงจะอยู่ในตำแหน่งสูง ร่ำรวย มีผู้คนนับหน้าถือตา อนาคตอยากเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น พูดตรงๆ ดอกนี้ Timmy เองยังต้องคิดหนัก

สุดท้ายคุณเชื่อไหม? : เย็นวันนั้นหลังเลิกงาน-คนงานเตะตะกร้อในสนามกีฬาภายใน ผมยุคุณชายเดียวดายไปร่วมเล่นด้วย ปลายแดดสีวะนิลา ผมมีโอกาสเห็นรอยยิ้มของท่านประธานเป็นครั้งแรก ได้ยินเสียงหัวเราะและได้เห็นกิริยาหยาบๆเป็นธรรมชาติของชายคนนี้และสุดท้ายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระข้างโรงงานชามละ 25 บาทกลายเป็นอาหารค่ำ…ที่

“ไม่เคยกินอะไร? อร่อยเท่านี้มาก่อนเลย”

คำพูดของคุณชายเดียวดายทำผมน้ำตาไหลต่อเนื่องหลายวัน….

#คุณชายครับ ผมขอโทษ…ชีวิตติดดิน อดมื้อกินมื้อ มีปัญหาการเงินให้แก้ไขเดือนชนเดือนเป็นอะไรที่วิเศษสุด….ผมแลกมันกับคุณชายไม่ได้จริงๆ#

ชีวิตที่น่าอิจฉาของบางคน หากเข้าไปสัมผัสจริงๆ จะรู้ทันทีว่า….ชีวิตที่คุณ-คุณเป็นอยู่น่าอิจฉากว่าเยอะ มีความสุขกับไลฟสไตล์ของตัวเอง จะรวยล้นฟ้าหรือไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ความสุขก็เสมอเหมือนให้กอบโกยในปริมาณเท่ากันเชื่อ Timmy เถอะ

Spread the love